กินเที่ยวแบบฉบับ GooLoo ChiangMai ท่องเที่ยวเชียงใหม่ ไม่รู้ไปไหน เกมส์ออนไลน์ เกมส์คาเฟ่ Game Flash Game Online บ้านทรงไทย ใกล้แม่น้ำปิง บ้านไม้ทรงไทย เชียงใหม่ บรรยากาศดี
----------------------------------------
ประกาศโฆษณา ประชาสัมพันธ์  เชียงใหม่และประเทศไทย [สมัครสมาชิกก่อนโพส]
----------------------------------------
หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: คิดมีเซ็กส์ทั้งทีต้องปลอดภัย  (อ่าน 3720 ครั้ง)
endcenter
Administrator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3457



เว็บไซต์

« เมื่อ: เมษายน 10, 2009, 02:50:07 PM »



คิดมีเซ็กส์ทั้งทีต้องปลอดภัย
Article : พญ.นิศานาถ ธนะภูมิ สูตินรีแพทย์

       ในขณะที่ประเทศไทยมีแผนรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคเอดส์จนประสบความสำเร็จในระดับแนวหน้าของโลก แต่กลับพบว่ากลุ่มคนทั่วไป เช่น คนทำงาน แม่บ้าน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนมีพฤติกรรมเสี่ยงเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และติดเชื้อเอดส์มากขึ้น เนื่องจากการมีการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และที่สำคัญคือการมีเซ็กส์อย่างไม่ปลอดภัย!
      เพราะความเป็นจริง คุณอาจแน่ใจได้ยากว่าคู่ของคุณมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่ เพราะการติดเชื้อบางชนิดในระยะแรก จะไม่มีอาการแสดงที่ผิดปกติ เช่น ไวรัสตับอักเสบบี ซิฟิลิส และเชื้อเอชไอวี
      ดังนั้นถ้าคิดจะมีเซ็กส์ทั้งทีต้องแน่ใจว่าปลอดภัย ซึ่งวิธีป้องกันการติดเชื้อที่สะดวกและทำได้ง่ายที่สุดคือ การสวมถุงยางอนามัย แม้ว่าไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100% แต่ก็ลดความเสี่ยงได้มาก ทั้งนี้คุณผู้หญิงและคุณผู้ชายรู้จักวิธีการใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องดีมากน้อยแค่ไหน เราขอทบทวนกันให้ถ่องแท้กันอีกที

     เอาล่ะครับพูดมาซะยืดยาว เดี๋ยวจะกลายเป็นคนแก่ขี้บ่นไป ส่วนหนึ่งของความเสื่อมนั้นก็คงหนีไม่พ้นเรื่องเพศแน่นอน แค่รู้จักถุงยางไม่พอ ต้องใช้ให้เป็นด้วย
      ขั้นตอนของการใช้ถุงยางอนามัยที่ถูกต้องมีดังต่อไปนี้
   

   1 ใส่ถุงยางก่อนที่มีเพศสัมพันธ์ใดๆ เริ่มตอนที่องคชาติแข็งตัวแล้ว 
   2 ฉีกถุงยางตามรอยปรุ อย่าใช้ฟัน หรือเล็บเพราะอาจทำให้ถุงยางขาด 
   3 สังเกตว่าขอบถุงยางม้วนไปทางไหนก่อน ให้ทางที่ม้วนอยู่ด้านนอก 
   4 ใช้นิ้วบีบที่ส่วนกระเปาะก้นถุงไม่ให้มีช่องว่างอากาศเข้าไปอยู่ วางชิดปลายองคชาติ (การที่มีอากาศแทรกอยู่ในถุงะจะทำให้ถุงยางแตกได้ ส่วนกระเปาะนี้มีไว้สำหรับเก็บนำอสุจิไว้เมื่อมีการหลั่งไม่เช่นนั้นมันจะเอ่อท้นออกมานอกถุง ) รูดขอบถุงยางลงคลุมองคชาติจนสุด 
   5 เมื่อมีการหลั่งแล้ว ให้รีบถอนองคชาติออกมาจากช่องคลอดก่อนที่จะมีการอ่อนตัว โดยให้ใช้นิ้วมือจับกระชับที่โคนถุงไว้ไม่ให้หลุด และอย่าลืมว่าถุงยางใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น


การดูแลถุงยาง

        ถ้าถุงยางแตกหรือรั่ว คุณก็มีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์มากขึ้น ดังนั้นวิธีการดูแลถุงยางที่ถูกต้องควรพิจารณาจาก
        * วันหมดอายุ ถุงยางมักมีอายุไม่เกิน 5 ปี นับจากวันที่ผลิต
        * ไม่เก็บไว้ในที่ร้อน เพราะจะทำให้เสื่อมสภาพเร็วขึ้น เช่น ไม่ควรเก็บไว้ในรถยนต์ หรือพกติดตัวตลอดเวลา
        * สารหล่อลื่นที่จะใช้เวลามีเพศสัมพันธ์ควรใช้แบบที่มีน้ำเป็นตัวทำละลายพื้นฐาน (water-based) ห้ามใช้น้ำมัน วาสลินหรือโลชันใดๆ เพราะถุงยางที่ทำจาก latex จะเสื่อมสภาพ
        * ควรใช้สารหล่อลื่น เพราะมันจะเป็นตัวช่วยลดความฝืดในการเสียดสีกัน ซึ่งจะช่วยลดการฉีกขาดของทั้งถุงยางและผิวหนังของคุณ
        * ขณะที่มีเพศสัมพันธ์ ระวังการใช้ฟัน หรือเล็บที่ยาว เพราะอาจทำให้ถุงยางขาด


การเลือกใช้ถุงยาง
        1. เลือกขนาดที่เหมาะสมกับอวัยวะเพศชาย โดยปกติ ขนาดมาตรฐานที่ขายกันทั่วไปในเมืองไทย หมายถึง ความยาว 7.5 นิ้ว และความกว้าง 49-53 มม. ซึ่งความกว้าง 47-50 มม. เป็นขนาดที่เล็กลง ส่วนขนาดที่กว้างมากขึ้นคือ 51-54 มม. การใช้ถุงยางที่มีขนาดเล็กไปจะทำให้คับใส่แล้วไม่สบายและอาจแตกหรือขาดได้ ถุงยางขนาดใหญ่ไปก็จะทำให้หลุด แต่ความยาวของถุงยางมักไม่มีปัญหาถ้ายาวกว่าขนาดองคชาติของคุณ แต่ถ้าถุงยางสั้นกว่า ก็ควรเปลี่ยนให้มีความยาวเพิ่มขึ้นเพื่อคลุมได้ถึงโคนองคชาติ
        2. สารที่เคลือบถุงยาง ถุงยางบางชนิดมีสารฆ่าตัวอสุจิ (spermicidal lubricant) เคลือบอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น nonoxynol-9 ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ แต่ไม่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อจากเพศสัมพันธ์ แถมบางคนอาจแพ้และระคายเคือง ทำให้อาจมีโอกาสติดเชื้อได้มากขึ้น และไม่ควรใช้ยามมีออรัลเซ็กส์
        3. สีของถุงยางมีหลายสี ไม่มีความแตกต่างในการลดคุณสมบัติในการป้องกันเชื้อ
        4. กลิ่นและรสของถุงยาง มีเพื่อให้รู้สึกคู่รักรื่นรมย์กัยการทำออรัลเซ็กส์ แต่ไม่แนะนำให้ใช้ถุงยางชนิดนี้กับการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดหรือทางทวารหนัก เนื่องจากอาจเกิดการระคายเคืองหรือแพ้ได้ง่าย
        5. ชนิดของถุงยาง
         * โดยทั่วไปถุงยางมักทำจากยาง latex เพื่อป้องกันเชื้อโรคต่างๆ รวมทั้งเชื้อเอชไอวี แต่ สารหล่อลื่นที่จะใช้ได้ต้องเป็นแบบที่ใช้น้ำเป็นตัวทำละลายพื้นฐานเท่านั้น
        * synthetic condom : polyurethane (ยางสังเคราะห์) เหมาะสำหรับคนแพ้ latex สามารถป้องกันเชื้อต่างๆ รวมทั้งเชื้อเอชไอวีด้วย และสามารถใช้ สารหล่อลื่นที่มีน้ำมันเป็นตัวทำละลายได้


ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับถุงยาง ที่ต้องระวัง!
        * บางคนคิดว่าการสวมถุงยางอนามัย 2 ชั้นเพื่อหวังเพิ่มประสิทธิภาพ แต่จริงๆ แล้ว ยิ่งทำให้ความฝืดและเสียดสีกัน เสี่ยงทำให้ถุงยางแตกได้
        * ถ้าคุณทำออรัลเซ็กส์แล้วจึงจะมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด หรือทวารหนัก ควรเปลี่ยนถุงยางใหม่ เพราะฟันของคุณอาจทำให้ถุงยางขาดหรือรั่ว
        * ถ้าคุณมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ควรใช้สารหล่อลื่นด้วยทุกครั้ง และเลี่ยงสารเคลือบ nonoxynol-9 เพราะจะทำให้ระคายเคืองเยื่อบุลำไส้ส่วนทวารหนัก เพิ่มโอกาสติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มขึ้น
        * ถ้าคุณมีเพศสัมพันธ์ต่อหลังจากมีการหลั่งไปแล้ว ให้ถอดถุงยางเก่าและเปลี่ยนใช้ถุงยางใหม่ทันที


หลังการมีเพศสัมพันธ์ ควรสำรวจว่า...
        * ถุงยางแตกรั่ว หรือมีน้ำอสุจิหกเปรอะเปื้อนตัวหรือไม่ ถ้าพบว่ามีอาจเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ หรือติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ดังนั้นควรไปปรึกษาแพทย์
        * ถอดถุงยางอย่างถูกต้องหรือยัง เริ่มจากดึงส่วนก้นถุงจากอวัยวะเพศออกมา อย่าให้น้ำอสุจิหกและผูกปากถุง ทิ้งในถังขยะให้เรียบร้อย


                 คุณรู้หรือไม่? มนุษย์รู้จักสวมถุงยางอนามัยมาตั้งแต่สมัยโบราณ เช่น กษัตริย์ไมนอสแห่ง Crete หรือชาวโรมันที่ใช้กระเพาะปัสสาวะของแพะเป็นถุงยางอนามัย ส่วนคนจีนเลือกใช้ผ้าไหมเคลือบมันแทน เป็นต้น จนเมื่อกลางศตวรรษที่ 19 ได้มีการผลิตถุงยางอนามัยด้วยยาง และเมื่อปี ค.ศ.1930-1939 ก็เปลี่ยนเป็นวัสดุ latex และ polyurethane จนถึงปัจจุบัน แม้ถุงยางอนามัยจะได้รับการพัฒนาและใส่ลูกเล่นให้มีเนื้อสัมผัส ความหนาและกลิ่นตามความพึงพอใจและรสนิยม แต่ก็ไม่มีส่วนช่วยทำให้ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือคุมกำเนิดได้ผลมากขึ้น


* sexual952.jpg (37.44 KB, 300x300 - ดู 1089 ครั้ง.)
 


บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: